รีวิวหนัง Sin City 2 – ซินซิตี้ ขบวนโหด นครโฉด

เรื่องย่อหนัง

“หม่าหย่งเจิน” (ฟิลิป อึ้ง) เดินทางมาที่เซี่ยงไฮ้ที่กำลังเจริญถึงจุดสูงสุด เขาโตมากับศิลป์การต่อสู้รวมทั้งมือขวาอันเอาจริงเอาจังถึงขนาดที่จะต้องใส่ผลกำไรเพื่อรั้งพลังหมัดของเขาไว้ เขาตั้งอกตั้งใจมาตรงนี้เพื่อดำเนินการอย่างสุจริต แม้กระนั้นแล้วเหตุการณ์กลับบังคับให้เขาจำต้องมาเกี่ยวพันกับกรุ๊ปแก๊งค์มาเฟีย การต่อสู้เพื่อเกียรติยศรวมทั้งการดำรงชีวิตก็เลยได้เริ่มขึ้น

วิภาควิจารณ์ หนัง

Sin City: A Dame to Kill For (2014)

Directors: Frank Miller, Robert Rodriguez

          สิ่งที่เด่นอย่างชัดเจนที่สุดจาก Sin City มาจนกระทั่ง Sin City: A Dame to Kill For ย่อมหนีไม่พ้นสไตล์ภาพอันเป็นลักษณะพิเศษไม่เหมือนกับหนังทั่วๆไป ภาพถ่ายขาวดำคอนทราสต์จัดจ้าแต้มบางจุดเป็นสีสันแสบตาเสมือนเป็นภาพที่หลุดมาจากการ์ตูนคอมไม่ก ที่ถูกทำให้เคลื่อนผ่านออกแบบช็อตที่ใกล้เคียงไปกับการเคลื่อนไหวแบบคอมไม่กอย่างเดียวกัน ทำให้เมื่อล่วงมากมายว่าแทบทศวรรษนับตั้งแต่ที่ได้สร้างการปรากฏฮือฮาเป็นเยี่ยมในหนังคัลท์ขึ้นแท่น หนังอย่าง Sin City ถูกจำในด้านสไตล์ภาพมากยิ่งกว่ารายละเอียดของตัวหนังเองด้วยไป

          รายละเอียดทั้งคู่ภาคของหนัง เกี่ยวกับฝูงชนดิบในเมืองบาปที่เหล่าผู้แสดงต่างมีพบเจอเคราะห์กรรมที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณ ความร้ายแรง ความหลงใหล ความรัก การสิ้นไป การแก้เผ็ด ความเป็นความตาย หนังผูกโยงหน้าที่นักแสดงต่างๆเข้าด้วยกันโดยขับย้ำจิตใจอันดำมิดหมีวิปริตของผู้แสดงพวกนั้นออกมาอย่างเสียดเย้ย ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นด้วยกันของสองผู้กำกับ Frank Miller และก็ Robert Rodriguez โดยรายแรกเป็นผู้เขียนคอมไม่กชื่อก้องที่เป็นเจ้าของผลงาน Sin City เวอร์ชั่นคอมไม่ก โดยทั้งคู่ตกลงใจที่จะคงจะเรื่องราวในคอมไม่กไว้ให้บริบูรณ์ที่สุดในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ นี่บางทีอาจเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้สไตล์ภาพแบบคอมไม่กกลายเป็นเส้นโลหิตใหญ่ที่หล่อเลี้ยงหนังทั้งยังเรื่องไว้

          ถ้าหากคำว่า “ภาพงาม” เป็นคำที่พวกเราใช้นิยามหนังบางเรื่อง เหมือนกับที่ Sin City ถูกจำในด้านงานภาพที่สะดุดตาเกินส่วนประกอบอื่นๆของหนัง ผิวเผินราวกับเป็นคำชื่นชม แต่ว่าก็ดูเหมือนจะทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อค่าในด้านอื่นๆของตัวหนังไม่น้อย เนื่องจากว่าความน่าดึงดูดใจด้านเรื่องราวที่ขับเน้นย้ำด้านมืดของนักแสดงผ่านพล็อตที่มีส่วนประกอบน่าดึงดูด มันใส่รับแล้วไปได้เวิร์คมากมายๆกับสไตล์ภาพถ่ายขาวดำจัดจ้า หม่นหมองมืด อาบหุ้มด้วยทิวทัศน์ซอกมุมอับอันเน่าเฟอะของเมืองคนบาปที่ฝนตกตลอดระยะเวลา ความร้ายแรงกับการสาดกระเด็นของเลือดแดงฉานตัดกับภาพถ่ายขาวดำจัด ผู้แสดงบริสุทธิ์ไม่รู้เดียงสาผู้ผิดกลืนเข้ามาเป็นพสกนิกรเมืองคนบาป ที่มีชีวิตชีวาแจ่มใสเช่นมนุษย์ธรรมดาตัดกับผู้แสดงย้อมขาวดำอื่นๆพวกนี้เป็นการผสมผสานกันกลมกลืนของรายละเอียดรวมทั้งสไตล์ภาพที่แยกจากกันมิได้ ทั้งขยับขยายขอบเขตความน่าจะเป็นของภาพยนตร์แล้วก็ประสบการณ์ของผู้ชมให้กว้างขึ้นไปอีกด้วย

          แต่ว่าก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอยู่เหมือนกันเมื่อ Sin City: A Dame to Kill For ที่จับเอาส่วนประกอบทั้งปวงของความดีที่เคยทำไว้ภายในภาคแรกมาใช้ กลับมีคุณภาพที่ลดหลั่นลงไปพอเหมาะพอควร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ถูกตัดทอนเสน่ห์ลงไป บทที่ผูกเรื่องราวได้ไม่กลมกล่อมละมุนละไมนัก รวมทั้งงานภาพที่นอกเหนือจากที่จะไม่มีอะไรแปลกใหม่แล้วยังมีหลายๆซีนที่ทำเป็นปกติจำเจเกินความจำเป็น ทั้งยังการที่ยังผูกรายละเอียดเล็กน้อยอ้างอิงกับภาคแรกและก็หนังก็มิได้รับรองเรื่องในอดีตมากพอสำหรับผู้ที่ไม่เคยมองภาคแรกก็ดูเหมือนคือปัญหาด้าคอยรรถยนต์รสอยู่ไม่น้อย การปีนไปสู่ไคล์แมกซ์ของแต่ว่าล่ะนักแสดงก็ดูเหมือนจะคลายเงื่อนไปไม่สุด กล่าวโดยรวมแล้วมันช่างให้ความรู้ความเข้าใจสึกที่ “ไม่อิ่ม” เอาเสียเลยข้างหลังมองจบ พาเอามนต์ขลังความคัลท์ที่เคยทำไว้เลือนรางไปไม่น้อย

          อย่างไรก็ตาม Sin City: A Dame to Kill For ก็ยังมีความน่าดึงดูดใจเมื่อพิจารณาถึงความเด่นแตกต่างกันของสไตล์หนัง เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆสำหรับผู้ที่เคยมอง Sin City รวมทั้งยังได้ติดตามเรื่องราวของผู้แสดงหลักที่น่าดึงดูดหลายๆตัวที่สืบไปมาจากภาคแรก และก็เสน่ห์เริ่มแรกของตัวหนังที่ยังพอเพียงทำให้หายนึกถึงอยู่บ้างถึงแม้บางทีอาจจะมิได้เต็มที่เท่าไรนัก รวมทั้งผู้ที่ไม่เคยมอง Sin City มาก่อนก็มิได้คือปัญหาสำหรับการได้เปิดรับหนังที่สามารถพูดได้ว่ามีสไตล์ภาพรวมทั้งการเล่าอันมีเอกลักษณ์สูงที่สุดเรื่องหนึ่ง ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าตอนท้ายแล้วเสน่ห์รวมทั้งความเด่นของหนังสไตล์จัดประเด็นนี้ ก็ยังคงไม่ใช่สิ่งที่เผชิญได้ง่ายนักในตลาดหนังที่นับวันยิ่งมีแม้กระนั้นความเล่าซ้ำซ้ำจากจำเจกระทั่งเกือบจะแยกไม่ออกว่ามันต่างกันอย่างไร